NoksanarM

เปิดใจ ทาเกะยูกิ โอยะ ตัวแทนเจลีก : การตลาดสโมสรไทยลีก …เจ๋งอย่างไร?


พวกเขา คือ เป้าหมายที่ลีกไทยหวังเดินรอยตามมานานนับตั้งแต่ก่อตั้งฟุตบอลลีกอาชีพอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2009 ไล่ตั้งแต่ยุคของ ดร. วิชิต แย้มบุญเรือง เป็นประธานบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก ลากยาวมาถึงปัจจุบัน บุคลากรฟุตบอลไทยศึกษา ดูงาน และวางโครงสร้างหลายๆด้านเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการ, การตลาด, ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร โดยยึดเจลีก เป็นแบบอย่าง

ทะเกะยูกิ โอยะ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการสร้างสัมพันธ์นานาชาติของเจลีก ผู้ที่เคยเห็นพัฒนาการของฟุตบอลไทยลีก ตั้งแต่เพิ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นาน… ให้สัมภาษณ์ทีมงานสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

ไทยลีก : ก่อนอื่นรบกวนช่วยแนะนำตัว
ทะเกะยูกิ โอยะ : ผมทำงานกับเจลีกมากว่า 10 ปี ปัจจุบันดูแลเรื่องการตลาด และเป็นผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการสร้างสัมพันธ์นานาชาติของเจลีก ประจำการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น

ไทยลีก : ช่วยเล่าถึงความผูกพัน และความรู้ของคุณเกี่ยวกับฟุตบอลไทยก่อนได้ไหม?
ทะเกะยูกิ โอยะ : ก่อนอื่นผมขออธิบายว่า ส่วนตัวแล้ว ผมเคยอยู่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะตอนนั้นคุณพ่อผมมาทำงานที่นี่ (หัวเราะ) ผมเทียวไปเทียวมาระหว่างไทยกับญี่ปุ่นไม่น่าจะต่ำกว่า 50 – 60 รอบแล้วกระมัง ส่วนการทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่พนักงานของเจลีก ตกเฉลี่ยก็ประมาณ 5 – 6 ครั้งต่อปี

ย้อนกลับไปสมัยเด็กสักหน่อย ตอนที่ผมอยู่ไทยระหว่างปี 1998 – 2000 มีนักเตะญี่ปุ่นมาค้าแข้งที่นี่น้อยมาก แต่สิ่งที่ผมจดจำได้ดี คือ เอเชียน เกมส์ 1998 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ผู้คนคลั่งไคล้ฟุตบอลทีมชาติไทยกันสุดๆ และเพื่อนๆที่โรงเรียนผมต่างก็เล่นฟุตบอลกันเกือบทั้งนั้น

ไทยลีก : แล้วคุณเริ่มทำงานร่วมกับไทยลีกตั้งแต่เมื่อไหร่?
ทะเกะยูกิ โอยะ : ครั้งแรกที่ผมมาทำงานก็คือตอนปี 2012 ซึ่งตอนนั้นเราเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับไทยลีก สมัยที่ ดร. วิชิต แย้มบุญเรือง เป็นประธาน ตอนนั้นฟุตบอลทีมชาติไทยยังไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก แต่พวกเราได้มาชมเกมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกหลายๆนัดเข้า และเราก็เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพสูงมากที่จะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ

ยังไงน่ะเหรอ? ก่อนอื่นเลย คือ ผู้ชม พวกเขา (หมายถึงแฟนบอล) มีแพชชั่น (Passion) กับฟุตบอลสูงมาก คุณภาพของฟุตบอลเองก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ช้าๆ แต่ ดร.วิชิต มีความมุ่งมั่นพัฒนาภาพรวมของไทยลีก เอาเข้าจริง ก่อนเจลีกเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับไทยลีก ก็มีบุคลากรของฟุตบอลไทยไปศึกษางานที่ญี่ปุ่นจำนวนมากอยู่แล้ว นั่นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้พูดคุยถึงการจับมือกันอย่างจริงจัง

ไทยลีก : ในแง่ของฟุตบอลอาชีพแล้ว การตลาดสำคัญอย่างไร?
ทะเกะยูกิ โอยะ : อื้ม…แบบนี้นะ หากเปรียบเทียบฟุตบอลกับรถยนต์แล้ว ล้อหน้าก็คือเกมฟุตบอลในสนาม ส่วนล้อหลัง คือ การตลาดที่จะช่วยขับเคลื่อนทุกอย่างไปข้างหน้าควบคู่กันไป เกมฟุตบอลที่ดีจะช่วยสร้างโอกาสในการหารายได้เข้ามา และรายได้เหล่านั้นก็จะถูกนำมาลงทุนเพื่อพัฒนาต่อไป ซึ่งผมก็คิดว่าตอนนี้ฟุตบอลไทยลีก มีวงจรแบบที่ว่านี้ค่อนข้างสมบูรณ์ รายได้ที่เข้ามา ถูกนำไปลงทุนต่อ และก็อย่างที่เราเห็นกัน มีผู้เล่นต่างชาติดีๆ มากมายในไทยลีกปัจจุบัน

ไทยลีก : แล้วมุมมองของคุณต่อการตลาดของไทยลีกล่ะ เป็นอย่างไร?
ทะเกะยูกิ โอยะ : อย่างที่บอกว่ามีบุคลากรด้านฟุตบอลจากไทยไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นบ่อยมาก กระทั่งเบน (เบนจามิน ตัน) ที่เข้ามาบริหารไทยลีกก็ปรึกษากับเราอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นเรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นสุดๆ แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายให้ความรู้หรือสอนฟุตบอลไทยอย่างเดียวหรอก บางครั้งเราก็เรียนรู้สิ่งดีๆ จากไทยลีก ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งเลย คือ โซเชี่ยลมีเดียของไทยลีก (Facebook, Twitter, IG ตลอดถึง LINE) ตลอดจนสโมสรต่างๆ ทำงานกันแอ็คทีฟมาก แล้วก็ด้วยความที่คนไทยติดตามเฟซบุ๊ค และเล่นแอพพลิเคชั่นไลน์กันเยอะ ซึ่งทางเจลีกเอง ก็เริ่มจะพัฒนารูปแบบการนำเสนอบนโซเชี่ยลมีเดียมากขึ้น เพื่อเข้าถึงแฟนบอลที่ญี่ปุ่น

อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดๆ คือ ที่นี่ (ไทย) มีวัฒนธรรมฟุตบอล (Football Culture) เยอะกว่าชาวญี่ปุ่น คนไทยมีความอินกับฟุตบอลมากกว่า ถ้าเราทำแบบสำรวจนะ ประมาณ 40 % ที่ญี่ปุ่นจะติดตามเจลีก แต่ที่ไทยผมคิดว่ามีไม่ต่ำกว่า 80 % ที่ชอบฟุตบอลกัน

ไทยลีก : มีอะไรที่สโมสรไทยลีกยังทำได้ไม่ดีพอบ้าง?
ทะเกะยูกิ โอยะ : เอาจริงๆ ในแง่ของการตลาดสโมสรไทยลีกทำงานกันได้ดีมากนะส่วนใหญ่ และพวกเขาก็ดูมีโอกาสจะพัฒนาได้มากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่จำเป็น คือ ทุกๆ สโมสรควรมีกิจกรรมที่เข้าถึงแฟนบอลมากกว่านี้ อาจจะเป็นลักษณะของการบุกโรงเรียนในชุมชน ที่ญี่ปุ่นเราทำอะไรแบบนี้กันเยอะเลยล่ะ ในทุกๆ วันจันทร์แต่ละสโมสรจะส่งนักฟุตบอลไปโชว์ตัวที่โรงเรียนในชุมชน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนักฟุตบอลดังระดับซุเปอร์สตาร์ของทีมเสมอไปก็ได้ แต่ไปปรากฏตัวไปสร้างความคุ้นเคย ไปทำให้พวกเขารู้จักตัวตน มันดีกว่าการรอให้เด็กๆ เหล่านั้นเข้ามาดูเกมที่สนามเฉยๆ แน่ ซึ่งจุดนี้ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นจุดอ่อนของหลายๆสโมสรในไทยลีกนะ อย่าเข้าใจผิด แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ถ้าเพิ่มเติมเข้าไป มันคงช่วยเรื่องการเข้าถึงแฟนบอลได้ดีขึ้น

ไทยลีก : ถ้าให้พูดถึงทีมที่มีการตลาดที่โดนใจคุณในไทยลีก?
ทะเกะยูกิ โอยะ : ผมบอกไม่ได้หรอกว่ามีสักกี่ทีม แต่เท่าที่เห็นๆ ก็เมืองทองฯ, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, บางกอกกล๊าส, หรือกระทั่งเชียงราย สิ่งสำคัญ คือ ทีมระดับรากหญ้ามากกว่าที่ต้องสื่อสาร และมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนบอลท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่กับแค่ที่ไทยนะ ญี่ปุ่นเราก็ไม่หยุดพัฒนาเช่นกัน

ไทยลีก : อนาคตไทยลีกจะเป็นอย่างไรในมุมมองของคุณ?
ทะเกะยูกิ โอยะ : ด้วยความสัตย์จริง ผมมองว่าไทยลีกมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ตอนนี้ไทยลีก คือ ลีกอันดับ 1 ของอาเซียน และในอีก 5 ปีข้างหน้าพวกเขาก็มีโอกาสก้าวขึ้นมาติด 1 ใน 5 ของลีกที่ดีที่สุดในเอเชีย แต่กระนั้นทุกๆ สโมสรในไทยลีกก็ยังต้องพัฒนาฐานแฟนบอลของตัวเองกันต่อไป สิ่งสำคัญที่สุด คือ เรื่องของสนาม ซึ่งที่ญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาเรื่องนี้กันเยอะ หลายๆ สนามใหญ่เกินไป เราพยายามพัฒนาให้แต่ละทีมมีสนามเป็นของตัวเอง ในขนาดที่กะทัดรัด ความจุประมาณ 20,000 – 30,000 คน ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการต่อยอดทางการตลาดด้วย

Comment about the matter : เปิดใจ ทาเกะยูกิ โอยะ ตัวแทนเจลีก : การตลาดสโมสรไทยลีก …เจ๋งอย่างไร?